วิกฤตการณ์น้ำมันแพงในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ส่งผลกระทบอย่างแรงต่อโลกตะวันตก และแน่นอนว่ามันส่งผลกระทบถึงรถยนต์ขนาดใหญ่อย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ 450 SEL 6.9(W 116 series) ด้วย
เดิมค่ายดาวสามแฉกจะเปิดตัว 450 SEL ตัวนี้ในช่วงปลายปี 1973 หรือต้นปี 1974 แต่กลับต้องอดใจรอถึง 1 ปี ครึ่งจนถึงเดือนพฤษภาคม 1975 จึงตัดสินใจส่งเข้าสู่ตลาด แล้วการเสี่ยงของพวกเขาก็ประสบผลสำเร็จ เพราะคุณภาพโดยรวมของตัวรถดีกว่าที่จะปฏิเสธ และสำหรับคนมีฐานะมีอันจะกินแล้ว เรื่องราคาและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเชื้อเพลิงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ
MB 450 SEL ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาดยักษ์ ความจุ 6.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า ที่ 4,250 รอบ/นาที แรงบิด
560mkg ที่ 3,000 รอบ/นาที ซึ่งเป็นสมรรถนะของรถสปอร์ตระดับสุดยอดอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชมใ ได้ในเวลา 7.4 วินาที ความเร็วสูงสุดอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 225 กม./ชม. ก็ไม่น้อยหน้าใคร
จุดแข็งอีกจุดหนึ่งของ Mercedes-Benz 450 SEL 6.9 คือความประณีต ซึ่งทำให้ในเวลาต่อมามันกลายเป็นรถตัวที่เชิดหน้าชูตาให้กับ S-คลาส ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยุคทศวรรษ 1970
การตกแต่งภายในใช้วัสดุชั้นดี บวกกับฝีมือที่ประณีต เบาะที่นั่งคือจุดที่มี ออพชั่นให้เลือกจนถูกใจลูกค้า โดยแบบมาตรฐานเป็นเบาะที่บุด้วยกำมะหยี่คุณภาพดี ขณะที่ออพชั่นเป็นเบาะหนังแท้ ที่นั่งด้านหลังสามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมอุปกรณ์ปรับอุณหภูมิเบาะเป็นออพชั่น นอกจากนี้ยังมีไฟอ่านหนังสือ ที่ส่วนหลังของเพดานหลังคา
เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังนำเสนอออพชั่นใหม่ๆที่หายากในรถยี่ห้ออื่นๆ เช่น โทรศัพท์ในรถซึ่งมีราคาถึง 18,000 มาร์ก อันเป็นราคาที่สามารถซื้อรถยนต์เล็กๆได้สองคัน
ราคาของรถรุ่นนี้ในช่วงเปิดตัวกลางปี 1975 อยู่ที่ 69,930 มาร์ก ขณะที่ราคาในปี 1979 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการผลิตขึ้นไปเป็น 18,247 มาร์กเหตุผลเนื่องการความนิยมที่มีสูง บวกกับจำนวนผลิตที่ไม่มากนักคือ 7,380 คัน นอกจากนี้ Mercedes-Benz 450 SEL 6.9 ยังเป็นของหายากในยุโรปด้วย เพราะรถรุ่นนี้ส่วนใหญ่ส่งไปขายที่อเมริกา ซึ่งเมื่อดูเฉพาะจำนวนผลิตอาจคิดว่าน้อยแต่ต้องไม่ลืมว่ารถรุ่นนี้ผลิตเพื่อ
จำหน่ายในตลาดบน สำหรับคนรวย หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าส่วนอื่นของตลาด จึงนับว่าาจำนวนที่ฝ่ายกลยุทธ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์กำหนดไว้จึงถือว่าสมเหตุสมผล
|