จอตโต บิซซาร์รินี (Giotto Bizzarrini) คือวิศวกรฝีมือเยี่ยมชาวอิตาเลียนผู้มีส่วนสำคัญในการผลิตรถสปอร์ต ชั้นยอดของแดนมะกะโรนี ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด แต่การเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จัก และยอมรับกันเพียงวงในเท่านั้น
ความฝันของบิซซาร์รินี คือการสร้างรถขึ้นมาสักคันหนึ่งตั้งแต่แรกเริ่มพัฒนาเครื่องยนต์เอง ออกแบบตัวถังเอง และใช้ชื่อ ของเขาเองเป็นชื่อของรถคันนั้น สร้างชื่อเสียงให้โด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วโลก ซึ่งความฝันของเขาก็เป็นจริงไปกว่าครึ่ง
บิซซาร์รินีเริ่มต้นทำงานให้กับอัลฟาโรมิโอ ในปี 1954 ก่อนจะย้ายสู่ค่ายเฟอร์รารี่ในฐานะหัวหน้าวิศวกร ที่นี่เขามีส่วนสร้างสรรค์ ซูเปอร์คาร์ให้ค่ายม้าลำพองหลายต่อหลายรุ่น โดยเฉพาะFerrari 250 GTO ที่ดังสะท้านยุทธจักร และเป็นหนึ่งในคลาสสิกคาร์ แห่งโลกยานยนต์
|
 |
Ferrari 250 GTO อาละวาดไปทั่วทุกสนามแข่งขันในปี 1962 แต่ขณะนั้นบิซซาร์รินีได้ออกจากเฟอร์รารี่ไปนานพอสมควร แล้วเนื่องจากมีปัญหาขัดแย้งกับนายใหญ่ เอนโซ เฟอร์รารี่ โดยย้ายไปทำงานให้กับแฟร์รุชโช ลัมโบร์กินี ที่หนีออกมาจากร่มเงา ของเฟอร์รารี่เช่นกัน
ผลงานชิ้นเด่นที่สุดของบิซซาร์รินีในช่วงนี้คือ Lamborghini 350 GT แต่ขณะเดียวกันนั้น บิซซาร์รินีก็ทำงานให้กับเรนโซ ริโวลตา เจ้าของโรงงาน ISO ซึ่งผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ตู้เย็น รวมทั้งจักรยานยนต์แบบสกู๊ตเตอร์ และรถยนต์ ขนาดเล็กยี่ห้อ Isetta นี่เองคือจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงที่ทำให้บิซซาร์รินีเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริง
|
 |
|
ปี 1961 ริโวลตาต้องการก้าวเข้าร่วมสนุกในตลาดรถสปอร์ต GT กับเขาบ้าง โดยซื้อสิทธิ์การผลิตมาจาก Gordon-Keeble ของอังกฤษ โดยบิซซาร์รินีเป็นผู้ออกแบบและพัฒนารถจากเมืองผู้ดีดังกล่าวให้กลายมาเป็น ISO Rivolta GT รถสปอร์ตคูเป้ 2+2 ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ที่ทรงพลัง ปรากฏว่าประสบความสำเร็จเหนือกว่ารถต้นฉบับ
|
 |
|
บิซซาร์รินี เป็นแกนหลักในการผลิตรถ GT ที่แล่นเร็วที่สุดในโลกคือ ISO Grifo A3L ในปี 1963 ซ้ำยังพยายามผลักดัน รถคันนี้สู่วงการแข่งขันความเร็ว แต่รายละเอียดของการทำทีมแข่งรถมีมากเกินไป ความสำเร็จจึงไม่เกิดขึ้น
|
 |
|
ปี 1964 บิซซาร์รินี แยกทางกับ ISO แล้วผลิตรถยนต์ ภายใต้ชื่อของตัวเอง นั่นคือ Bizzarrini 5300 GT Strada (ก่อนปรับเปลี่ยนเป็น GT America ตัวถังเป็นพลาสติก อัดแรง และปรับปรุงแชสซีใหม่) ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก A3C มันเป็นรถตลาดที่มีความเป็นรถแข่งอยู่เต็มตัว
|
 |
บริษัทบิซซาร์รินี เปิดอย่างเป็นทางการในปี 1966 โดยผลิต Strada ออกมา 104 คัน และ America 10 คัน แต่รถเหล่านี้ อยู่เหนือกว่าที่คนทั่วไปจะแตะต้องได้ บิซซาร์รินีจึงผลิตรถยนต์ที่มีราคาย่อมเยาลงา เพื่อให้เป็นรถตลาดที่แท้จริง ให้ชื่อว่า Bizzarrini 1900 GT Europa เป็นรถสปอร์ตคูเป้ในสไตล์คลาสสิคแต่ก้าวร้าวแบบอิตาเลียน เพียงแต่ลดสัดส่วนจาก Strada ลงมาทั้งตัวถังและเครื่องยนต์ โดยตัวถังเป็นพลาสติก (Labron) และเครื่องยนต์เป็นเครื่อง 4 สูบ ความจุ 1900 ซี.ซี. ของโอเปิล
น่าเสียดายที่เจ้า Europa ไม่ถูกตาต้องใจนายทุนหลัก คือผู้บริหารของ GM-Opel ซึ่งชื่นชอบรถ Corvette Stingray มากกว่า นั่นทำให้ Bizzarrini 1900 GT Europa ถูกคุมกำเนิดหลังจากผลิตออกมาได้เพียงไม่กี่คัน
Bizzarrini ยังพยายามต่อไป คราวนี้เขาออกแบบทั้งเครื่องยนต์และแชสซีด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ออกมาเป็น P538 ติดตั้งเครื่องยนต์ V12 ไว้ด้านหลังที่นั่งคนขับ ตัวถังก็มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ เมื่อใช้พลาสติกเสริมแรงของ Barchetta เขาส่งรถรุ่นนี้ลงแข่งขันประเภท endurance ในปี 1966-1967 ก่อนจะต้องถอนตัวเนื่องจากปัญหาเรื่องหนี้สิน
ความอ่อนด้อยด้านการตลาด และความล้มเหลวในสนามแข่งขัน ยิ่งทำให้ปัญหาการเงินทวีความรุนแรงขึ้น ในที่สุด Bizzarrini ก็ต้องยุติบทบาทด้านการผลิตรถยนต์ของเขาในปี 1969 นับว่าเขาได้ทำตามความฝันที่จะ ผลิตรถดี ๆ ภายใต้ชื่อเสียงของตัวเอง แต่ฝันของเขาต้องค้างอยู่เพียงกลางคันเท่านั้น ไม่อาจก้าวไปสู่จุดที่เรียกว่า ความสำเร็จได้
|