ประเทศเบลเยียมเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในยุโรป ศักยภาพในด้านต่าง ๆ มีจำกัด แต่พวกเขาก็ยังสามารถผลิตรถยนต์ของตัวเองออกมาใช้ได้ โดยเฉพาะรถยนต์ยี่ห้อ อิมพีเรีย (Imperia) จัดว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวเบลเยียมก็ว่าได้
คนยุคปัจจุบันอาจจะลืมชื่ออิมพีเรียไปแล้ว อย่างไรก็ตามสิ่งที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือ อิมพีเรีย เป็นบริษัทรถยนต์ ของเบลเยียม ที่ยืนหยัดอยู่ในตลาดรถยนต์ได้ยาวนานที่สุด ก่อนจะต้องปิดกิจการไป อิมพีเรียก่อตั้งขึ้นในปี 1906 ที่เมืองลีแอช โดยอาเดรียน เพียดเบิฟ ซึ่งเลือกเอามงกุฎของจักพรรดิชาร์ลมาญมาเป็นสัญลักษณ์ ในช่วงแรกก็ผลิตรถตลาด สไตล์การออกแบบก็ธรรมดา ๆ จนกระทั่งได้ พอลเฮนเซ่ วิศวกรชาวดอยช์มาช่วยสร้างสีสันและพัฒนาคุณภาพ
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 1920 เมื่อมาติเยอ ฟาน ร็อกเกน (Mathieu van Roggen) นักธุรกิจไฟแรงเข้ามาครอบครองกิจการ เขาคือกุญแจสำคัญสำหรับการอยู่รอดของอิมพีเรีย
ฟาน ร็อกเกน นำบริษัทสู่ทิศทางใหม่ในปี 1923 เมื่อว่าจ้างอาโนลด์ คูชาร์ด มาออกแบบ และพัฒนารถเล็ก ราคาย่อมเยาว์ออกมาตีตลาด โดยคูชาร์ดออกแบบเครื่องยนต์ขนาดย่อมออกมา 2 แบบคือ 6CV และ 7CV โดยแบบ 6CV ดูจะมีประสิทธิภาพดีกว่าและถูกนำไปติดตั้งให้รถยนต์อิมพีเรียไปจนถึงช่วงทศวรรษ 1930 ยอดขายของอิมพีเรีย ช่วงนี้ก็พุ่งกระฉูดกว่าเดิม นั่นคือ เฉลี่ยปีละ 500 คัน ส่งผลให้อิมพีเรียคือค่ายรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเบลเยียม มีคู่แข่งสำคัญคือ มิเนอร์วา กับ FN
ดวงของ อิมพีเรีย เริ่มตกในช่วงทศวรรษ 1930 เมื่อเกิดวิกฤตรุมเร้า ทั้งเรื่องรถรุ่นเก่าที่เริ่มล้าสมัย และคู่แข่งจาก ต่างแดนที่มีราคาถูกกว่าจากกำลังการผลิตที่สูงกว่าช่วยให้ลดต้นทุน ฟาน ร็อกเกน ทราบว่าเขาต้องเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อกระตุ้นตลาด เขาจึงเดินหมากตาใหม่ด้วยการหันไปหาความช่วยเหลือจากบริษัท อัดเลอร์ (Adler) ของเยอรมนี ทำให้ได้รถยนต์แบบใหม่ขับเคลื่อนล้อหน้าออกสู่ตลาดเยอรมนี ในปี 1932 ชื่อ Adler Trumpf แล้วค่อยนำเข้ามา เบลเยียมเปลี่ยนชื่อเป็น Imperia Trumpf โดยรถยนต์รุ่นที่มีชื่อเสียงของอิมพีเรียในยุคนั้นได้แก่ TA-7 Alouette และ TA-11 Jupiter
ปี 1935 บริษัทรถหรูอย่างมิเนอร์วาก็ไปไม่รอด ต้องขายกิจการให้กับ ฟาน ร็อกเกน ทำให้อิมพีเรียกลายเป็นบริษัท ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเบลเยียม แต่ความพยายามของฟาน ร็อกเกน ที่จะประคองสถานการณ์ของบริษัททำได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น การที่เบลเยียมมีตลาดเล็กทำให้ไม่สามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่จากอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี หรือ อิตาลีได้
สงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 จนถึงกลางทศวรรษ 1940 ยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง แล้วอิมพีเรียก็ก้าวสู่ช่วงสุดท้ายด้วยการผลิตรถรุ่น TA-8 ในปี 1947 ซึ่งเป็นรถเปิดประทุนเน้นความเป็นสปอร์ตมากขึ้น กว่าช่วงก่อนสงครามโลก ติดตั้งเครื่องยนต์ 4 สูบ โอเวอร์เฮดวาล์ว ซึ่งถือว่าทันสมัย ความจุกระบอกสูบ 1340 ซี.ซี. แต่กลับต้องใช้ช่วงล่างที่มีคุณภาพต่ำลงเพราะปัญหาการเงิน
หลังจากผลิต TA-8 ออกจำหน่ายได้ราว 1,000 คัน อิมพีเรียก็ต้องประกาศยุติการผลิตไปในปี 1949 (ทำเพียงการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้รถนำเข้ายี่ห้ออื่นรวมทั้งมอเตอร์ไซค์ยี่ห้ออัดเลอร์) และปิดกิจการ อย่างสิ้นเชิงในปี 1958
|